I ‘m Young Cyber

ซักวันเราจะโต

ขายอะไรผ่านเว็บไซต์ดี?

February25
ขายอะไรผ่านเว็บไซต์ดี?
หลายๆคนมักจะถามผมว่า หากจะขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตหรือเว็บไซต์ ควรจะขายอะไรดี?ผมเองจะถามกลับว่า คุณมีสินค้าแล้วรึยัง?
หลายคนก็จะบอกว่า มีธุรกิจอยู่แล้ว และต้องการนำธุรกิจหรือสินค้า-บริการเข้ามาสู่ Internet
และอีกส่วนใหญ่จะบอกว่า ยังไม่มีธุรกิจหรือสินค้าเลย แต่อยากจะรู้ว่าขายอะไรผ่านอินเทอร์เน็ต หรือทำ E-Commerce ขายอะไรดี
วันนี้ผมจะมาให้ไอเดียและคำแนะนำว่า สินค้าประเภทไหนที่เหมาะจะขายผ่านเว็บไซต์

ลองมาดูกันนะครับ
?
?
?

?

1. สินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด
หากคุณสามารถหาแหล่งสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด นั้นหมายถึงความได้เปรียบในการขาย เพราะด้วยราคาที่ถูกกว่า นั้นจะช่วยทำให้ผู้ซื้อสนใจและจดจำร้านค้าคุณได้ รวมถึงการบอกต่อไปยังคนอื่นๆได้อีกด้วย
แต่หากคุณขายสินค้าผ่านอินเทอรเน็ตหรือเว็บไซต์เป็นหลัก คุณก็สามารถลดต้นทุนไปได้มากแล้ว เพราะไม่ต้องมาเสียค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน เพราะคุณสามารถทำเองได้หมด ทำให้ไม่จำเป็นต้องตั้งราคาสูงเท่ากับร้านค้าทั่วไป
หรือบางคนอาจจะรู้แหล่งสินค้าราคาถูกในท้องถิ่นของคุณ ซึ่งหากสินค้าชิ้นนั้นไปขายที่อื่น ก็จะสามารถขายได้ราคาดีกว่า เช่น คุณอาจจะอยู่จังหวัดขอนแก่น ใกล้แหล่งผ้าไหม คุณก็อาจจะเปิดร้านขายผ้าไหมลวดลายพิเศษ หายาก ผ่านเว็บไซต์ไปยังทั่วประเทศและต่างประเทศก็ได้
นี้คือตัวอย่างคร่าวๆ
ทีนี้ก็ลองมานึกดูสิครับว่า ใกล้ๆตัวคุณมีแหล่งสินค้าราคาถูกอะไรบ้าง ที่สามารถนำมาขายได้

2. สินค้าเฉพาะกลุ่ม
สินค้าที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) โดยไม่ได้เน้นไปที่กลุ่มลูกค้ากลุ่มคนทั่วไป (Mass Market) เช่น สินค้าสำหรับคนอ้วน, สินค้าสำหรับคนท้อง, สินค้าสำหรับแม่, สินค้าสำหรับเจ้าสาว-คู่แต่งงาน, สินค้าสำหรับเกย์ หรือกระเทย เป็นต้น ก็น่าสนใจ
การที่เราจับกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่ม จะทำให้เราสามารถเจาะและเข้าถึงลูกค้าเฉพาะได้ง่ายมาก หากลุ่มลูกค้าได้ง่าย ลูกค้าจดจำคุณได้ง่าย และนั้นหมายถึงโอกาสการขายก็มีมากกว่าการที่เราไปเปิดเว็บไซต์ขายของเหมือนคนทั่วไป
ตลาดกลุ่มนี้จะเป็นตลาดเฉพาะ กลุ่มอาจจะไม่ใหญ่มาก แต่ถ้าคุณจับและเข้าถึงได้แล้ว ยอดขายน่าจะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องครับ

3. สินค้า “ไม่” ยอดนิยม
ลองหาสินค้าที่ “ไม่ค่อยนิยม” ลองมาขายดู เพราะส่วนใหญ่เว็บไซต์ต่างๆ ชอบขายสินค้าที่ “นิยม” ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันในสินค้าประเภทนี้มาก ทำให้โอกาสสินค้าของคุณจะเป็นที่รู้จัก เป็นได้ยาก
แต่หากคุณเน้นไปที่ สินค้าไม่เด่น ก็จะทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักได้ง่ายกว่า เช่น เปิดเว็บไซต์ขายเทปเพลงเก่า พระเครื่อง รุ่นที่ไม่ค่อยมีคนนิยม

4. สินค้าไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน
สินค้าบางอย่างผู้ซื้อไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน เพราะอาจจะมีความอาย หรือไม่ต้องการให้ผู้ขายรู้จักหรือเห็นหน้า
ดังนั้นการซื้อผ่านเว็บไซต์ หรืออินเทอร์เน็ต ดูจะเป็นช่องทางที่หลายๆคนเลือกใช้ในการซื้อสินค้าลักษณะนี้ เช่น สินค้าเกี่ยวกับเรื่องเพศ, ถุงยางอนามัย, อุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ, ชุดชั้นใน Sexy เป็นต้น

5. สินค้ามีสไตล์เฉพาะตัว (Unique)
หากสินค้าหรือบริการของคุณ มีความเฉพาะตัว แตกต่าง ไม่เหมือนใคร (Unique) ก็สามารถขายได้ดีเช่นกัน เพราะลูกค้าไม่สามารถหาซื้อที่อื่นๆได้นอกจากของคุณเท่านั้น เช่น เสื้อผ้า ลายผ้า ที่มีดีไซน์เฉพาะตัว, สินค้า Handmade ประเภทต่างๆ
แต่ต้องสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่า สินค้าของเราเป็นของดี มีคุณภาพ เพราะสินค้าลักษณะนี้ ส่วนใหญ่ลูกค้าจะไม่รู้จักมาก่อน หรือไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน
ดังนั้นการสร้างความน่าเชื่อถือ การทำให้ลูกค้ามั่นใจ และการให้รายละเอียดสินค้าที่เพียงพอ ครบถ้วน เช่นการมีรูปภาพเยอะๆ การให้รายละเอียดหรือคำอธิบายสินค้าเยอะๆ หรือมี VDO อธิบายสินค้า ดูน่าจะเป็นวิธีที่จะช่วยทำให้ลูกค้ามั่นใจ และซื้อสินค้าลักษณะนี้ได้ไม่ยาก

6. สินค้าที่มีน้ำหนักเบา
การขายสินค้าที่มีน้ำหนักเบา จะมีความได้เปรียบในด้านการส่งสินค้าให้ลูกค้า เพราะจะส่งได้ง่ายกว่า ประหยัดกว่า โดยเฉพาะสินค้าที่มีขนาดเล็กๆ แต่มีราคา เช่น มีหลายคนๆขายสแตมป์เป็นชุด บางชุดมีราคาหลายพันบาทเลย ส่งง่ายเพราะแค่สอดเข้าซองจดหมายก็ส่งได้แล้ว
ดังนั้นสินค้าบางอย่างที่มีน้ำหนักเบา มีราคาสูง ก็อาจจะช่วยทำให้การค้าขายมีกำไรได้มาก แต่อาจจะต้องให้ความสำคัญกับการขนส่งสินค้าที่มีการลงทะเบียนที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อได้เช่นกัน

?

7. สินค้าที่มีเรื่องราว
สินค้าหรือของที่มีเรื่องราว มีประวัติประกอบ จะทำให้สินค้าชิ้นนั้นๆ มีความน่าสนใจมากขึ้น เช่น ผมอาจจะขายเครื่องปั้นดินเผา แต่ผมก็มีให้ข้อมูลและประวัติของ เครื่องปั้นดินเผาแต่ละชุดที่ผมขาย เป็นแบบจำลองมาจาก เครื่องปั้นดินเผาสมัยสุโขทัย มีประวัติยาวนาน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะแจ้งในเว็บไซต์ และแพ็กเกจที่ส่งไปให้ลูกค้า ซึ่งจะทำให้ เครื่องปั้นดินเผาอันนี้มีมูลค่ามากกว่า เครื่องปั้นดินเผาธรรมดาๆ ที่ขายอยู่ทั่วไป
นี้คือข้อดีของสินค้าที่มีเรื่องราวอยู่ด้วย

8. สินค้าที่หายาก
สินค้าที่หายากย่อมมีคนต้องการ แต่เนื่องจากเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต ทำให้การเข้าถึงข้อมูลต่างๆเป็นไปได้ง่าย
ดังนั้นหากคุณขายสินค้าที่หายาก และทำให้คนสามารถหาเจอได้ง่ายๆในอินเทอร์เน็ต เช่น.คนค้นหา (search) เจอได้ง่าย โอกาสการขายก็เป็นไปได้ง่ายๆ
ยกตัวอย่างสินค้า เช่น พระเครื่องเก่าๆ, ของเก่า-ของสะสม ประเภทต่างๆ เป็นต้น

9. สินค้าที่สามารถทำด้วยตัวเอง (Do it yourself - DIY)
หลายๆคนชอบซื้อสินค้าที่สามารถซื้อไปแล้ว ไปทำเองได้ เช่น ชุดถักโครเช่ต์, ชุดทำอาหารง่ายๆ, อุปกรณ์แต่งบ้าน ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งสินค้าที่เป็นลักษณะ ทำด้วยตัวเอง มักจะเป็นสินค้าที่ ฝรั่งชอบนิยมซื้อไปติดตั้งหรือทำด้วยตัวเอง
ทั้งหมดนี้เป็นส่วนที่ช่วยทำให้คุณพอได้ไอเดีย ในการไปคิดต่อว่า เราจะขายสินค้าอะไรดี ผ่านเว็บไซต์ไปยังคนทั่วโลก
แต่อย่าลืมนะครับ สินค้าเป็นเพียงแค่ “องค์ประกอบ” หนึ่งเท่านั้น
การจะขายของบนอินเทอร์เน็ตให้ได้นั้น จะประกอบไปด้วยอีกหลายๆปัจจัยด้วยกัน เช่น ความน่าเชื่อถือ (Trust), การตลาด (Marketing), การรู้จักและรักษาลูกค้า (CRM) และอื่นๆ อีกมาก

สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในการทำธุรกิจ Software House ให้ประสบความสำเร็จ

February15

สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในการทำธุรกิจ Software House ให้ประสบความสำเร็จ
By Macroart

วันนี้มีโอกาสได้ไปงานสัมมนา Software Park Annual Conference 2008 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ ซึ่งเป็นงานที่ไม่น่าผิดหวังเลย เนื้อหาและวิทยากรที่มาพูดแต่ละคนไม่ธรรมดากันทั้งนั้น

มีอยู่หัวข้อหนึ่งที่ผมถูกใจมากก็คือ Dos & Don?ts for running a successful Software Company ที่ร่วมเสวนาโดยคุณราเมศวร์ ศิลปพรหม Managing Director, Softsquare Group คุณศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร President, MFEC (Public) Co., Ltd. และคุณโสภณ บุญยรัตพันธุ์ Managing Director, Vnet Capital Co., Ltd.

สิ่งที่ทำให้ผมถูกใจก็คือวิทยากรก็คือคุณราเมศวร์ซึ่งเริ่มทำธุรกิจ Software House มาตั้งแต่ปี 1988 ด้วยเงินทุนเริ่มต้นสามแสนบาทและคนสามคน โดยที่คุณราเมศวร์ไม่ได้เรียนจบมาทางคอมพิวเตอร์ แต่จบวิศวกรรมเครื่องกล ปัจจุบันนี้บริษัทของคุณราเมศวร์มีพนักงาน 400 คน เป็นบริษัทเอกชน ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และไม่เคยกู้เงินแบงก์เลย (มีแต่แบงก์มาขอให้กู้) แปลว่าบริษัทเติบโตมาจากเงินสามแสนบาทจริงๆ

ผมไม่แน่ใจว่าปัจจุบันคุณราเมศวร์อายุเท่าไหร่ แต่คิดว่ามีอาวุโสพอสมควร น่าจะราวๆ 50 ปีได้ เรียกได้ว่าอยู่ในวัยเดียวกับผู้บริหารระดับสูงสุดขององค์กรส่วนใหญ่เลย ถึงจะมีอายุแล้ว แต่ก็ยังดูแอคทีฟและมีพลังล้นเหลือ ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยสำหรับคนที่เป็นผู้นำองค์กรที่เริ่มต้นตั้งแต่ 3 คน จนมาถึงระดับ 400 คนได้

ประเด็นที่คุณราเมศวร์พูดไว้อย่างน่าสนใจมีอยู่หลายเรื่องเลย เรื่องแรกที่ผมทึ่งมากๆ ก็คือการวาง Career Path ให้กับพนักงาน บริษัทที่ดีควรจะมี career path ให้พนักงานเห็นภาพว่าเขาจะเติบโตในหน้าที่การงานอย่างไร ตัวอย่างเช่น Programmer -> Senior Programmer -> System Analyst -> Project Leader -> Project Manager เป็นต้น แต่แนวคิดของคุณราเมศวร์นั้นต่างออกไป ก็คือคนในวงการไอทีมีไม่กี่คนหรอกที่จะอยู่กับบริษัทไปนานๆ อย่างมากก็ 7 ปี ดังนั้นวาง Career Path ไว้แค่ 7 ปีก็พอ หลังจากนั้นถ้าพนักงานไม่ลาออกเพื่อเปลี่ยนบริษัทก็ลาออกเพื่อไปตั้งบริษัท ตัวเอง ซึ่งคุณราเมศวร์ก็จะสนับสนุนให้พนักงานออกไปตั้งบริษัท ถ้าให้ดีก็ควรชวน เพื่อนพนักงานคนอื่นๆ ไปด้วย และถ้าเงินทุนไม่พอก็ให้พนักงานรวมถึงคุณราเมศวร์เองมีส่วนในการลงทุนเพื่อ ถือหุ้นในบริษัทใหม่ได้ นอกจากนี้คุณราเมศวร์ก็จะคอยส่งงาน (Outsource) ให้ด้วย

จะเห็นได้ว่าวิธีการนี้เป็นการเปลี่ยนจากพนักงานมาเป็นหุ้นส่วน ทำให้พนักงานที่เดิมเป็นคนทำงานกินเงินเดือนไปวันๆ ก็กลายเป็นเจ้าของงานที่ต้องทุ่มเทรับผิดชอบงานอย่างเต็มที่ ลดภาระบริษัทที่จะต้องจ่ายเงินเดือนพนักงานให้ได้ทุกเดือน และยังช่วยให้บริหารกำลังการผลิตซอฟต์แวร์ได้ง่ายขึ้นด้วย ถ้าช่วงไหนที่มีงานเข้ามามากเกินกำลังพนักงาน 400 คนที่มีอยู่ ก็ใช้วิธี Outsource ให้บริษัทของพนักงานเก่าไปทำ ทำให้ไม่ต้องจ้างพนักงานใหม่เพิ่ม (ซึ่งจะตามมาด้วยภาระการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานคนนั้นอีกนาน) ปัจจุบันนี้ ทั้งพนักงาน In-house และพนักงาน Outsource ที่คุณราเมศวร์มีประมาณ 800 คน และบริษัทที่เป็นพันธมิตรทั้งที่มีหุ้นและไม่มีหุ้นอีกหลายบริษัท เรียกได้ว่าเป็นเสมือนคลัสเตอร์ของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ได้เลย

ประเด็นต่อมาที่ผมชอบก็คือวิธีการคิดบวก บริษัทซอฟต์แวร์จำนวนมากในไทยที่ประสบปัญหาแรงงานคุณภาพต่ำ เด็กจบใหม่มาสมัครเป็นโปรแกรมเมอร์แต่ทำงานอะไรไม่ได้เลย คุณราเมศวร์ก็จะให้เริ่มจากการทำงานง่ายๆ อย่างเขียน Report ไปก่อน เขียนได้อาทิตย์ละหนึ่ง Report ก็ยังดี ระหว่างนี้ก็เทรนไปเรื่อยๆ พอเดือนที่สี่ก็เริ่มให้ทำงานที่ยากขึ้น เดือนที่เจ็ดก็ยากขึ้นไปอีกขั้น ใครที่เทรนไปสักพักแล้วย้ายไปบริษัทอื่นก็ช่างมัน ดีซะอีก ประหยัดเงินเดือน

พอได้ฟังแบบนี้ทำให้ผมเข้าใจอะไรขึ้นเยอะเลย ก่อนหน้านี้ผมเคยทำงานเป็น Project Leader ใน Software House แห่งหนึ่ง ด้วยความที่เจ้านายเป็นอเมริกันและอยากทำให้บริษัทตัวเองเป็นแบบ Google คือมีแต่คนเก่งๆ เข้ามาทำงาน ก็เลยใช้วิธีให้เงินเดือนสูงๆ เพื่อจูงใจคนมีฝีมือ แต่พอบริษัทเริ่มพัฒนาโครงการหนึ่งให้ลูกค้า ซึ่งเป็นโครงการที่ใหญ่และมีเวลาจำกัดมาก ขณะที่มีทรัพยากรคือโปรแกรมเมอร์ไม่เพียงพอ (ตามหลักของ Project Management กรณีนี้คือขาของ Scope ยาวเกินไป ขณะที่ขา Time และ Cost/Resource สั้น ทำให้โครงการขาดความสมดุล) บริษัทก็เลยต้องเร่งจ้างคนเข้ามา ซึ่งที่นี่คือประเทศไทย ไม่ใช่อเมริกา ผลที่ได้ก็คือคนส่วนใหญ่ที่จ้างเข้ามาเป็นเด็กจบใหม่ที่ยังทำงานจริงไม่ได้ ต้องมีการเทรนก่อน แต่ก็ไม่มีเวลาที่จะมานั่งเทรนเพราะต้องเร่งทำโครงการให้เสร็จทันตามกำหนด ทำให้โครงการวุ่นวายยุ่งเหยิงมาก

เมื่อมองกลับไปที่บริษัทของคุณราเมศวร์ ทำให้เห็นว่าบริษัทเก่าผมมีข้อผิดพลาดในการบริหารงานอยู่สองจุด (อันนี้ไม่ได้จะเบลมบริษัทเก่านะครับ แต่อยากให้ดูเป็นกรณีศึกษา บ่อยครั้งที่ตัวอย่างของความล้มเหลวมีค่ามากกว่าตัวอย่างของความสำเร็จ) จุดแรกก็คือการประเมินคุณภาพแรงงานด้านไอทีในไทยเกินกว่าความเป็นจริง และคาดหวังไว้กับการตามล่าหาคนเก่ง จุดที่สองคือการขยายตัวเร็วเกินไป รับงานใหญ่เข้ามาทำโดยที่ทรัพยากรในบริษัทยังไม่พร้อม ขณะที่การบริหารของคุณราเมศวร์จะไม่เจอข้อผิดพลาดสองอย่างนี้ เพราะไม่ฝากความหวังไว้กับคนเก่ง ยอมรับความจริงว่าเด็กจบใหม่จำนวนมากยังเริ่มทำงานจริงไม่ได้ ต้องมีการเทรนให้ก่อน และมีการบริหารกำลังการผลิตได้ดี ถ้ามีงานเข้ามาล้นมือก็สามารถส่งต่อให้บริษัทพันธมิตรได้

การคิดบวกอีกอย่างหนึ่งของคุณราเมศวร์ที่ผมชอบก็คือเรื่องการทุ่มเททำ งานของคนไทย วิศวกรของ Apple จะมีเสื้อยืดที่สกรีนข้อความว่า 90 hours/week ซึ่งหมายถึงการทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ออกมาดีที่สุด ขณะที่คนไทยเราทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 8 ชั่วโมง แต่ทำจริง 6 ชั่วโมง แปลว่าเราทำงาน 30 hours/week ซึ่งคุณราเมศวร์ก็มองว่าดีแล้ว ขืนให้ทำมากก็ยิ่งมีบั๊กมาก นั่งทำบั๊กสองวัน แก้บั๊กอีกสามวัน หมดสัปดาห์พอดี (ฟังดูเหมือนตลกร้าย?แต่จริง)

ขอย้อนกลับมาที่การวาง Career Path ให้พนักงาน 7 ปี และสนับสนุนให้พนักงานตั้งบริษัทเอง คำถามก็คือพนักงานจะมีเงินมาตั้งบริษัทได้เหรอ วิธีการที่คุณราเมศวร์สอนพนักงานก็คือให้ตั้งเป้าหมาย (อย่างเหมาะสม) ว่าในแต่ละเดือนจะมีเงิน ?เหลือ? กี่บาท อย่าตั้งเป้าหมายว่าจะมีรายรับหรือเงินเดือนกี่บาท เช่น เงินเดือน 15,000 บาท ตั้งใจว่าจะเหลือเงิน 4,000 บาททุกเดือน ก็ต้องพยายามทำให้ได้ ถ้าเหลือไม่ถึงก็ให้ดูว่ามีรายจ่ายอะไรบ้าง ค่ารถ ค่ากิน ค่าดูหนัง ค่าเที่ยวผับ ฯลฯ ให้เรียงลำดับความสำคัญจากมากไปน้อย อย่างค่าเที่ยวผับนี่เอาไว้สุดท้ายเลย เวลาใช้เงินก็ใช้กับสิ่งที่สำคัญก่อน ถ้าเงินเหลือก็ค่อยไปเที่ยวผับ ถ้าไม่ใช้เงินกับสิ่งไม่สำคัญแล้วยังเหลือเงินไม่ถึงเป้า ก็ให้ดูว่าจะลดอะไรได้อีก ถ้ากินข้าวแถวที่ทำงานแล้วใช้เงินมากเกินไปก็ให้ห่อข้าวจากบ้านมากิน ถ้าทำทุกวิธีแล้วก็ยังเหลือเงินไม่ถึงเป้า ก็ให้เข้าไปพูดกับพ่อว่า ?พ่อครับ พ่ออยากให้ผมเป็นคนที่มีเป้าหมายและพยายามทำให้บรรลุเป้าหรือเปล่าครับ ถ้าพ่อให้เงินผม ผมก็จะเป็นได้ครับ?

ฟังดูเหมือนตลกนะ แต่นี่คือการสะท้อนวิธีคิดแบบ Can Do Attitude เมื่อตั้งเป้าหมายแล้วต้องหาทางทำให้ได้ ต้องปรับแผนตลอดเวลาเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้แล้วก็เลยปรับลดเป้าหมายลง ซึ่งวิธีคิดแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

เมื่อสามารถเก็บเงินได้แล้ว ก็ให้เอาเงินไปลงทุนในบริษัทของพนักงานที่ออกไปตั้งบริษัท ได้ผลตอบแทนปีละ 10% - 30% เก็บเงินเพิ่มและลงทุนทบต้นไปเรื่อยๆ แค่ 7 ปีก็จะมีเงินล้าน เพียงพอที่จะออกไปเปิดบริษัท ทำบริษัทไปจนอายุ 40 ปีจะมีเงิน 10 ล้าน ถ้าทำถึงอายุ 50 ปีจะมีเงิน 30 ล้าน

ประเด็นต่อมาคือการบริหารผลประโยชน์ของ Stakeholders ก็คือบริษัทจะต้องทำให้ลูกค้าพอใจกับสิ่งที่เขาได้รับ ต้องทำให้พนักงานพอใจกับงานและเงินเดือน ซึ่งพนักงานหลายคนอยากทำงานสบายๆ เงินเดือนเยอะๆ ถ้าบริษัททำได้ก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ก็ให้ไล่พนักงานมันออกไปซะ (555) และบริษัทต้องทำให้ผู้ถือหุ้นพอใจกับผลตอบแทน ถ้าเป็นผู้ถือหุ้นที่ลงแรงด้วยก็ควรให้สัก 30% แต่ถ้าเป็นผู้ถือหุ้นที่ลงเงินอย่างเดียวก็เอาไปแค่ 10% พอ

เรื่องสุดท้ายคือการรับงานจากลูกค้า ถ้าลูกค้าต่อราคา คุณราเมศวร์จะบอกว่าให้ไปต่อคิวด้านหลังนู่นเลย เพราะอย่างที่รู้กันคือธุรกิจซอฟต์แวร์มี Demand มากกว่า Supply มีบริษัทที่ต้องการคนมาพัฒนาซอฟต์แวร์ให้อยู่เยอะแยะ ลูกค้ารายไหนที่ต่อราคาก็รอไปหน่อยละกัน ถ้าลูกค้าถามว่าทำไมถึงคิดราคาสูงเท่ากับที่บริษัทยักษ์ใหญ่คิด คุณราเมศวร์ก็จะตอบว่า ?ถ้าผมคิดราคาถูกกว่าบริษัทใหญ่แล้วผมจะเอาอะไรกิน?

ใครที่สนใจทำงานกับบริษัทนี้ก็ลองสมัครไปดูนะครับ ผมคิดว่าเงินเดือนคงไม่มาก แต่สิ่งที่ได้คงเป็นความรู้และประสบการณ์หลายอย่าง ทั้ง Hard Skill ที่เป็นความรู้ตรงด้านไอที และ Soft Skill อย่างเรื่องวิธีการบริหารจัดการชีวิตตัวเอง

จะเห็นได้ว่าบริษัทนี้ไม่ยอมให้ลูกค้าต่อราคา ทำให้มีรายรับสูง และอาจจะจ่ายเงินเดือนพนักงานน้อย ซึ่งทำให้รายจ่ายต่ำ ส่วนต่างระหว่างรายรับกับรายจ่ายซึ่งก็คือกำไรก็เลยกว้าง บริษัทเลยมีกำไรเยอะและสามารถขยายกิจการจนเติบใหญ่ได้โดยไม่ต้องกู้แบงก์เลย

Service-Oriented Architecture (SOA)

February15

Service-Oriented Architecture (SOA) คืออะไร


เมื่อการแข่งขันมาถึงจุดที่การให้บริการลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการแข่งขันเรื่องราคา หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ใครๆก็สามารถทำได้ เหตุนี้ทำให้องค์กรต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการเพื่อขยายให้ทันกับความต้องการของลูกค้า ตัวอย่างเช่น บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในการสร้างบริการให้ลูกค้าเข้าถึงด้วยการเข้าใช้บริการผ่านร้านให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบริการ ซ่อมเครื่อง รวมไปถึงสอบถามบริการผ่านคอลเซ็นเตอร์ แทนที่จะเข้ามารับบริการที่ส่วนกลาง

ทว่าระบบต่างๆที่กระจายอยู่ตามร้านให้บริการ และคอลเซ็นเตอร์นั้น ต้องพึ่งระบบไอทีจากส่วนกลางในการให้บริการ

?ดังนั้น ระบบไอทีหลังบ้านจึงจำเป็นต้องสนับสนุนการทำงานที่ขยายเพิ่มขึ้น !!!

ดังนั้น แนวคิดการใช้? SOA (Service-Oriented Architecture )จึง เกิดขึ้น เพราะการใช้ไอทีในองค์กรไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป ที่ไม่เพียงพอต่อการทำงานที่เพิ่มขึ้น อีกต่อไป

SOA กระทบโครงสร้างไอทีขององค์กร

SOA ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ หรือ แพ็คเกจ นายพัฒน์พงศ์ บุปผรัตน์ ที่ปรึกษาอาสุโสด้านธุรกิจและหัวหน้าทีมพัฒนาธุรกิจขององค์กร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์? จำกัด อธิบายถึงแนวคิดของ SOA ว่า SOA? แบ่งเป็น 2 คำ Service-Oriented และ Architecture

คำแรก Service-Oriented เป็น Software ที่ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ แพ็คเกจ แต่เป็นซอฟต์แวร์ตัวเล็ก ทำงานเฉพาะด้าน ขึ้นอยู่กับว่าจะแบ่งเป็นบริการอะไรบ้าง

คำที่สอง Architecture คือการออกแบบ โดยจะมององค์กรโดยรวมว่าต้องการบริการอะไรบ้าง ก็จะแบ่งบริการนั้นๆออกเป็นส่วนย่อยๆ

ทั้งนี้ หลายคนมองว่า SOA? คือ web service แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เพราะ web service เป็นแค่เครื่องมือในการใช้งาน

ดังนั้น SOA จึงไม่ใช่สินค้า หาซื้อไม่ได้ แต่มันคือแนวคิดที่ต้องสร้างเองในองค์กร

สำหรับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ SOA ประกอบด้วย 4 ส่วนคือ?

  1. Enterprise Service Bus เป็นโครงข่ายสำคัญในการขับเคลื่อน SOA ทั้งหมด? เป็นการเชื่อมต่อระหว่างแอพพลิเคชัน
  2. Design-Time Governance เป็น ดาต้า เบส กลางช่วยรวบรวมว่าองค์กรมีบริการอะไรบ้าง และช่วยนำบริการออกไปยังหน่วยงานและควบคุมบริการให้เหมาะสมกับองค์กรด้วย
  3. Run-Time management? เป็นตัวจัดการ ทำอย่างไรให้บริการทำงานสอดคล้องกับ SOA ที่ตั้งไว้ และ 4.Security Gateway ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง Firewall ที่เป็นเน็ตเวิร์ก แต่เป็น Application Firewall ที่เข้าใจ? คำสั่ง XML? นอกจากนี้ต้องมี Application Delivery Control ช่วยเร่งความเร็วในการทำงานของ SOA ด้วย

เมื่อนำแนวคิด SOA เข้ามาใช้ แอพพลิเคชันแบบเก่าต้องถูกรื้อใหม่

จากแนวคิดเรื่อง SOA? ทำให้เกิดการทำ Software as a service (SaaS) และ web 2.0 ขึ้น

SaaS คือ แอพพลิเคชัน แต่ไม่ใช่ แอพพลิเคชันตัวใหญ่ มีหน้าทีทำงานเฉพาะด้านในด้านหนึ่ง โดยการใช้งานของผู้ใช้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของแอพพลิเคชัน สามารถขอเช่าใช้งาน โดยมี Vender หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ดูแลรักษา

การ์ทเนอร์ คาดการณ์ในปี 2010??? ซอฟต์แวร์ทุกอย่างจะเป็น SaaS ในสัดส่วน 25%

ขณะที่ web 2.0? หลักการคือ คนใช้งานเป็นผู้จัดการข้อมูลได้ด้วยตัวเอง เจ้าของเว็บไซต์เป็นเพียงผู้ให้บริการ ไม่ใช่เจ้าของที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว การให้ข้อมูลต้องเกิดจากผู้ใช้งานและเป็นข้อมูลที่มีการสื่อสารได้ 2 ทาง

ตัวอย่างของสิ่งที่เกิดขึ้นจากแนวคิด web 2.0 ที่เห็นในตลาด ได้แก่ Blog ที่เจ้าของและสมาชิกเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ ทำนองเดียวกับ Wikipedia หรือ Google Adsearch ที่ผู้ใช้สามารถเข้าไปควบคุมการทำงานว่าต้องการได้รับบริการรูปแบบใด
?
เมื่อเทรนด์เป็นเช่นนี้ องค์กรต่างๆที่ต้องการสร้างบริการให้เกิดความพึงพอใจแก่ลูกค้าจำเป็นต้องนำแนวคิดนี้ไปสร้างให้เกิดประโยชน์ในทางการตลาด

ช่องโหว่ SOA ที่ไม่ควรมองข้าม

ทว่าแนวคิด SOA ก็ต้องได้รับความปลอดภัยสูงเช่นกัน? ในมุมมองของผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่าย อย่างบริษัท ทรีคอม (ประเทศไทย) จำกัด? โดยนายสุรชัย ไชยรังกิจรัตน์ กล่าวว่า แนวคิด SOA คือการออกแบบอยู่บนซอฟต์แวร์ที่แยกกันเป็นส่วนๆ ถ้ามีซอฟต์แวร์ 10 ตัว ระบบก็ต้องรายงาน 10 ตัว ไม่เหมือนซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมที่รายงานรวมกันทั้งหมดเพียงครั้งเดียว

นอกจากนี้ เนื่องจาก SOA ใช้ web service เป็นเครื่องมือ ที่วิ่งอยู่บน Protocol XML ดังนั้นจึงเป็นมิตรกับมนุษย์ นั่นหมายถึงคนสามารถเข้าไปอ่านข้อมูลได้เพียงรู้ ชื่อผู้ใช้งาน ไม่เหมือนภาษาคอมพิวเตอร์แบบสมัยก่อน

ดังนั้นแต่ละช่องของซอฟต์แวร์ที่คุยกันจึงมีช่องว่างด้านความปลอดภัย ถูกโจมตีง่าย !!!

เน็ตเวิร์กจึงต้องมีความปลอดภัยสูง มีความเสถียรในการใช้งาน และสามารถมอนิเตอร์ได้ ต้องแน่ใจว่าไม่มีใครมาเปลี่ยนแปลงข้อมูลในการส่งระหว่างทางไปถึงผู้รับ

เมื่อ SOA คือคำตอบของการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีแล้ว เพราะการใช้งานด้านไอที ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงการใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปเพื่อบันทึกข้อมูลของบุคลากรอีกต่อไป แต่ยังจำเป็นต้องวิเคราะห์และบริการจัดการข้อมูล และสร้างบริการในเชิงลึกอีกมาก สิ่งที่องค์กรต้องคำนึงถึงในการเลือกเวนเดอร์เพื่อเข้ามาสนับสนุนการวางระบบให้ สามารถเลือกได้ 2 แบบ คือ แบบแรก ใช้เวนเดอร์เจ้าเดียวเพื่อหาโซลูชันที่ต้องการให้ ซึ่งวิธีการนี้จะไม่มีปัญหาในการนำโซลูชันหลายๆอย่างมาอินทริเกรทกัน เพราะเวนเดอร์จะรู้ระบบและสามารถกระทำได้จากโซลูชันที่ได้เลือกมา วิธีที่สอง คือ? ใช้เวนเดอร์หลายเจ้าโดยเลือกจากเวนเดอร์ที่มีจุดแข็งในแต่ละโซลูชัน แต่อาจมีปัญหาเรื่องการอินทริเกรทโซลูชัน เพราะเป็นโซลูชันจากคนละเวนเดอร์มาอยู่ด้วยกัน ดังนั้น ควรเลือก โซลูชันที่เป็นโอเพ่น ซอร์ส จะไม่มีปัญหาในการอินทริเกรท เนื่องจากเป็นซอฟต์แวร์เปิด

องค์กรใช้ไอทีในการขับเคลื่อนธุรกิจ ไม่ควรพลาดในการนำแนวคิด SOA ไปใช้ในองค์กร!!!

Twitter หรือ Micro Blogging คืออะไร?

February1

?

Micro Blogging เกิดมาจากกติกาของ Networking Blog ที่ชื่อ Twitter
ซึ่งกำหนดว่าเขียนข้อความได้ไม่เกิน 140 ตัวอักษร ซึ่งความยาวจะประมาณเท่านี้?????????

เป็นการส่ง message ระหว่างสมาชิกที่มี connection กันด้วยระบบ RSS feed?ส่งข้อความผ่านสื่อสองทาง เช่น SMS?,?instant message, email,?Twitter’s web site?หรือโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสำหรับการนี้โดยเฉพาะ ด้วยเหตุที่เขียนข้อความได้จำกัดจึงเกิดคำเรียกอีกคำว่า “micro blogging” และข้อความที่ส่งถึงกันมีศัพท์เรียกว่า “Tweets” ซึ่งเปรียบเหมือนเสียงนกร้องอยู่ตลอดเวลา?ข้อความที่จะส่งนั้นต้องเป็น?plain text เท่านั้นจะแทรกคำสั่งโปรแกรมอะไรไม่ได้ ยกเว้นแต่ hyperlink มายังเว็บเพจของเรา ที่สามารถใส่ไปได้ โดยระบบจะจัดการต่อให้เอง

?????????? คนที่ใช้ Twitter โดยมากเป็น blogger ทั่วไปที่ต้องการสื่อสารให้พรรคพวกได้updateแบบรวดเร็วทันใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่มุมไหนของโลก?โดยเริ่มมากจากคำถามที่ว่า What are you doing??แต่ข้อเสียในการใช้งานแบบส่วนตัวเกินไปก็มีมาก เช่น การส่ง message ว่า หิวข้าว อยากกินส้มตำ อยากไปดูหนัง ไปเที่ยวกับแฟนมา ไม่ได้อาบน้ำมาสามวันแล้ว ฯลฯ ซึ่งสร้างความรู้สึกที่น่ารำคาญกับผู้รับ Tweets ที่ไม่ได้สนิทสนมด้วย

?????????เดิม?Twitter?มีจุดประสงค์สำหรับใช้สื่อสารแบบส่วนตัว และไม่เป็นทางการ จึงเต็มไปด้วยสิ่งที่คนอีกกลุ่มหนึ่งตั้งข้อรังเกียจ ?แต่ตอนหลังๆ คนเริ่มพยายามนำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในทางการตลาด ซึ่งนับว่าเป็นไอเดียที่ไม่เลว เพราะ Twitter บริการส่ง SMS แบบ Broadcasting โดยไม่คิดค่าบริการ ตัวอย่างการนำไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ก็ เช่น

????? ใช้ในการโฆษณาบอกกันแบบปากต่อปาก ระหว่างสมาชิกด้วยกัน

????? ใช้สื่อสารข้อความสั้นๆภายในองค์กร ในส่วนที่ไม่เป็นความลับ

????? เหมาะกับกลุ่มที่ทำงานขายงานตลาดในเครือข่ายเดียวกันจะใช้ในสื่อสารบอกความคืบหน้า update ข้อมูลกันและกัน หัวหน้าทีมที่มีผู้ติดตามมากก็จะได้ประโยชน์มากหน่อย เพราะสามารถสั่งงานได้ฉับพลันทันที รับรายงานได้ทันที

????? ใช้สื่อสาร update กับผู้อ่าน กลุ่มสมาชิก ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

????? ใช้เป็นช่องทางให้ความรู้ที่น่าสนใจแก่สมาชิกกลุ่ม เพิ่ม value ให้กับผู้มอบความรู้

????? ใช้แสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะแบบ real time ในหมู่สมาชิก

????? ใช้รณรงค์ ประชาสัมพันธ์กิจกรรมเพื่อสังคม หรือ สาธารณประโยชน์กับกลุ่มสมาชิก

????? สำนักข่าว สามารถใช้ส่ง headline news ให้กับสมาชิก

????? บริษัท ห้างร้าน ใช้ส่งข้อความตามเทศกาล ส่งข่าวเกี่ยวกับสินค้าโปรโมชั่น

????????? การใช้ Twitter จึงเหมือนกับการสื่อสารทางตรงของสมาชิกผู้หนึ่งกับสมาชิกกลุ่มป้าหมาย ซึ่ง?connect กันในระบบ online networking ด้วยวิธี broadcasting sms

Social Networking คืออะไร ?

????????? Social Networking ในที่นี้หมายถึงเฉพาะที่เป็นแบบ online ที่สมัครสมาชิกกันได้ฟรีๆ แล้วก็ส่ง message ผ่านทาง instant message หรือ email ไปชักชวนคนอื่นมา connect ด้วย เมื่ออีกฝ่ายดูประวัติคนส่งแล้ว เกิดความสนใจก็ connect กลับ การได้เพื่อนแบบนี้ นอกจากจะได้รู้จักคนที่ connect กันโดยตรงแล้วยังสามารถ connect กับเพื่อนของเพื่อนนั้นได้อีกด้วย จะ connect ไปได้กี่ชั้นก็แล้วแต่ขอบเขตการบริการของผู้ให้บริการนั้น

????????? ส่วนมากบริการทำนองนี้มักจะถูกมองไปในเรื่องของการหาคู่ โดยที่ต่างคนต่างโพสประวัติ (จริงไม่จริง มีคนดียวที่รู้ดี) รูปสวยๆ หล่อๆ ดูภูมิฐาน ไว้ก่อน คุยกันไปคุยกันมาก็กลายเป็นคู่รัก แต่งงานกันไป แต่ที่ถูกหลอกลวงน่าจะมีมากกว่า (ละมัง)

????????? ถ้าไม่อยากข้องเกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้ก็ต้องเลือกเครือข่ายที่ให้บริการด้านธุรกิจ เช่น ecademy.com เป็นต้น ในนั้นสมาชิกจะแสดง profile ของตนไว้ พร้อมทั้งเขียน Tag ระบุคุณสมบัติของตัวเอง ของธุรกิจ?หรือของสินค้าบริการที่มานำเสนอ เมื่อคนอื่นในเครือข่าย search พบแล้วติดต่อมา ก็จะมีการ add contact? พูดคุยกันทางกล่องmessageในเว็บไซต์, instant message อย่าง Skype, MSN, Yahoo หรือ email ?เป็นการเริ่มต้นสานความคิดและเครือข่ายทางธุรกิจ หรือต่อขาธุรกิจออกไปในกลุ่มนักธุรกิจหรือผู้ที่สนใจจะทำธุรกิจ นักลงทุน นายธนาคาร นักประดิษฐ์คิดค้น คนให้คำปรึกษา ที่มาพบกันในนั้น มีการแนะนำต่อๆกัน เป็นการแสวงหาและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งถ้าทำอย่างมืออาชีพจะเป็นช่องทางในการประกอบอาชีพ หรือเป็นเจ้าของธุรกิจใหม่ๆได้อย่างน่าสนใจทีเดียว

????????? ของฟรี ไม่มีในโลกฉันท์ใด บริการที่สร้างโอกาสให้กับสมาชิกก็ย่อมต้องมีการลงทุนบ้างฉันท์นั้น ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ เว็บไซต์ที่ให้บริการ social networking นี้จะมีการเก็บค่าสมาชิกตามระดับความได้เปรียบในการเข้าถึงข้อมูลของสมาชิกในกลุ่ม ยิ่ง upgrade สูงเท่าไรก็มีโอกาสได้พบปะนักธุรกิจมากขึ้นเท่านั้น แถมยังมีสิทธิพิเศษ ได้รับส่วนลดในการร่วมประชุม พบปะสังสรรค์ ฟังอบรม สัมนาที่ผู้ให้บริการร่วมกับสมาชิกผู้มีคุณวุฒิที่ได้รับเชิญมาบรรยายอีกด้วย

ทำไมต้อง Twitter ?

????????? คำตอบอยู่ที่ว่าจะใช้ทำอะไร?กับใคร เพื่ออะไร ต่างหาก ถ้าจะใช้ส่วนตัวแบบ ส่งข้อความกับเพื่อนๆ ก็ไม่ต้องใช้ก็ได้ แต่ถ้าจะใช้ในเชิงธุรกิจ หรือ วิชาการ หรือเพื่อทำสิ่งที่สร้างสรรค์กับตัวเองและผู้อื่น ก็น่าจะลองพิจารณาดู

จะเลือก follow ใคร และ ใครจะมา follow เรา ?

????????? ใครที่มีแนวความคิดที่น่าสนใจ ช่วยเติมเต็มสิ่งที่เราขาด ช่วยเพิ่มพูนสติปัญญาความรอบรู้ด้านที่เราสนใจ เป็นผู้นำทางความคิด เป็นคนรู้เท่าทันข่าวสาร ที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติอะไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับความต้องการของเราเอง อาจจะต้องการคนสนุกสนานที่จะคอย feed joke ให้เราอารมณ์ดีก็ได้

????????? เมื่อสมัครไปแล้ว เขาจะเห็นเรา ถ้าเขาสนใจตามเรากลับมาแล้ว add เราบ้าง ก็จะกลายเป็นการสื่อสารถึงกันและกัน ต่อไปก็ต้องพยายามโปรโมทตัวเองด้วยการส่ง email ถึงเพื่อนที่เราอยากให้ใช้ Twitter เขียนบทความให้คนรู้ ทำประชาสัมพันธ์ในชุมชนออนไลน์ที่มีคนที่น่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอยู่ แล้วรอดูผล ขณะเดียวกันก็ต้องเริ่ม contribute ด้วยการส่ง Tweets เมื่อทำไปสักพัก อาจจะพบกับพวกที่ชอบส่งเสียงในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ก็ต้องมีมาตรการดูแลและจัดการด้วยเหมือนกัน เช่น ไม่สนใจ หรือ ไม่ก็พิจารณาตัดออกไปจากสาระบบของเราเสีย

????????? ในระบบจะมีสถิติให้สมาชิกดูว่า สมาชิก follow ใครอยู่กี่คน มีคนมา follow สมาชิกกี่คน มี favourite tweets กี่ข้อความ เป็นต้น

ใช้ Twitter อย่างไรให้ถูกต้อง ?

????????? Tweets ที่ส่งออกไปทั้งหมดจะปรากฎอยู่ใน profile สมาชิกและจะอยู่ต่อไปถ้าไม่มีการจัดการบ้าง และส่วนที่ยังปรากฎอยู่จะแสดงถึงลักษณะความเป็นคุณ (หรือคุณในโลกออนไลน์) อยู่อย่างนั้น ฉะนั้นจงคำนึงถีงสิ่งเหล่านี้ด้วย

????? อย่าส่งเสียงน่ารำคาญ เพราะชื่อก็บอกว่าเป็น เสียงนก ดังนั้นถ้าใช้แบบ “เสียงนก เสียงกา” ก็จะไม่มีคนให้ความสนใจได้เหมือนกัน จึงควรต้องระมัดระวัง เลือกคำให้สั้น ให้เหมาะและได้ใจความ เหมือนที่คุณจะใช้หากมีโอกาสได้คุยกับประธานบริหารของธนาคารที่คุณขอกู้เงินในเวลาเพียง 30 วินาที ฉะนั้นจึงอาจต้องฝึกกันบ้าง หรือวางแผนไว้บ้าง

????? อย่านิ่งเงียบไป ต้องส่งข้อความให้คนอื่นรู้ว่ายังไม่ตายไปจากโลกนี้

????? ลองอะไรใหม่ๆดูบ้าง ถ้าสิ่งนั้นจะทำให้เกิดประโยชน์กับตัวเองมากขึ้น (ถ้าจะคิดแบบธุรกิจ) บางทีกฎเกณฑ์ก็กลายเป็นข้อจำกัดของการประยุกต์ความคิดสร้างสรรค์ได้เหมือนกัน

????? ปรับตัวให้เร็ว ถ้าสิ่งที่ทดลองทำนั้นไม่ได้ผล ก็อย่าทู่ซี้ทำต่อไป ไม่งั้นจะเกิดผลเสียตามมา เว้นแต่เชื่อมั่นว่ามันจะได้ผลแต่อาจจะยังไม่ถึงเวลา ก็อยู่ที่การตัดสินใจของตัวเอง

????? อย่าใช้ Twitter เป็น SMS โต้ตอบกับใครเป็นการส่วนตัวจนดูไม่เป็นProfessional ถ้าจำเป็นก็ควรยกหูโทรศัพท์คุยหรือส่ง IM แทน

????? ในกรณีที่ต้องคุยใช้ Tweet บอกใครหรือกลุ่มของใครเป็นการเฉพาะ ควรใส่เครื่องหมาย @หน้าชื่อคนนั้นๆ หรือใช้สีที่แตกต่างกัน

????? เพื่อตัดปัญหาเวลาคนรับ?Tweets?ไม่ได้ flollow ทุกคนในกลุ่มที่เราส่ง SMS?เขาจึงได้ข้อความไม่ครบ ทำให้เกิดการเข้าใจผิดกันได้ จึงควรใช้ถ้อยคำที่ผู้อ่านสามารถจับความได้เป็นดีที่สุด หรือไม่ก็เลือกสื่อสารทางอื่นแทน

????? อย่าพยายามขายอะไรใน ธweets เพราะมันจะไม่ work ลองสำรวจดู100 คำที่ไม่ควรใช้ใน email ในเรื่องนี้ก็ดีค่ะ เพราะคนทั่วไปไม่มีใครชอบจดหมายขายสินค้า หรือใช้วิธี hard sell

?…… 100 คำที่ควรเลี่ยงในการส่งอีเมล์ & ตั้งชื่อหัวข้อ http://www.oknation.net/blog/nanahahe/2007/08/27/entry-2?

????? ก่อนส่ง ลองคิดดูว่าถ้าเราเป็นผู้รับ Tweet นั้น เราจะอยากเป็น follower ของคนนั้นไหม

ส่ง Tweet?อย่างไรดี??

????????? การส่งทาง email แล้วข้อความถูกส่งไปทั้งบนเว็บ และ sms ประหยัดไปได้มาก แต่ต้องใช้ program จาก lifehack.org เพื่อส่ง tweet ทาง email ใน twitter หรือจะใช้ skype หรือใช้ โปรแกรมที่เรียกว่า swype ก็ทำได้เช่นกัน

????????? เป็นความรู้เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์กับชีวิตประจำวัน ที่เก็บเกี่ยวมาจากการอธิบายของ Caroline Middlebrook เกี่ยวกับ Twitter ซึ่งช่วยคลายข้อสงสัยไปได้มากเหมือนกันค่ะ เพราะก่อนหน้านี้เห็นคนบ่นเกี่ยวกับพวก Twitter ว่าเต็มไปด้วยข้อความไร้สาระ แต่พอมีคนชี้ให้เห็นว่าถ้าเอามาใช้ให้ดีก็น่าสนใจเช่นกัน

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสัญลักษณ์ ? ? ?

January20

? Copyright สงวนลิขสิทธิ์ (c) :: ใช้เมื่องานของเรามีลิขสิทธิ์ หรือสิ่งนั้นเราสร้างเอง
หากนำบางส่วนมาจากคนอื่นต้องมาด้วยวิธีชอบธรรม หรือได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ก็อบเขามา
ถึงก็อบมาดื้อๆแล้วใส่เครดิต ก็ไม่ได้ เพราะมันก็แปลตรงตัว copy คัดลอก right อย่างถูกต้อง

กรณีนี้มักใส่ปีกำกับเช่น ? 1999 - 2007 คือสงวนลิขสิทธิ์ผลงานนั้นๆในปีที่ระบุ
และมักมีคำกำกับ เช่น All Right Reserve คือ ห้ามลอกห้ามก็อบทั้งหมด
(Reserve = สงวน Right = ลิขสิทธิ์ All = ทั้งหมด) แปลไทยเป็นไทย ได้ความว่า
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมด ไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง แก้ไข ก่อนได้รับอนุญาต บลาๆๆ

user posted image
(cc) Some Right Reserve :: คือสงวนลิขสิทธิ์บางส่วน ซึ่งโดยทั่วไปใช้ในความหมายประมาณว่า
เอาไปใช้ได้ในจุดประสงค์ที่ไม่ใช่การค้าหรือหากำไร และมักจะให้ระบุการเป็นเจ้าของ(เครดิต)

ทั้งนี้จะมีเครื่องหมายย่อยกำกับ เพื่อบ่งบอกสิทธิที่ผู้ใช้งานพึงกระทำเช่น
user posted image หรือ (by) หมายความว่า หากนำชิ้นงานนี้ไป ให้ผู้นำไปอ้างอิงแหล่งที่มา (credit) ด้วย
user posted image หรือ (/$) หรือ (nc) หมายความว่า ห้ามมำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าหรือหากำไร
user posted image หรือ (=) หรือ (nd) หมายความว่า ห้ามดัดแปลงต่อเติมชิ้นงานนั้นๆเป็นอันขาด

ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว มักจะระบุเป็น (by) และ (/$) เช่น (cc) (by) เป็นต้น

หมายเหตุ cc ย่อมาจาก Creative Commons ซึ่งเป็นองค์กรขยายขอบข่ายของการใช้สื่อต่างๆ โดยไม่จำกัดที่ลิขสิทธิ์ของสื่อนั้นๆ

user posted image Public Domain สาธารณะสมบัติ (/c) หรือ (PD) :: หมายถึงชิ้นงานนั้นๆเป็นสาธารณะสมบัติ ซึ่งหมายถึง
อาจจัดทำก่อนกฎหมายลิขสิทธิ์ / เก่าแก่เกิน 50 ปี / ผู้สร้างมอบให้เป้นสาธารณะสมบัติ /
ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง กฎหมาย คำพิพากษา คำวินิจฉัย และรายงาน ของหน่วยงานราชการไทย ซึ่งไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ตามมาตรา 7 ของ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

? Registered Trade Mark เครื่องหมายการค้าจดทะเบียน (r) :: เป็นเครื่องหมายการค้า ตราสินค้า
โลโก้ เล็ตเตอร์มาร์ค หรือรูปภาพ หรือวลีคำใดๆ ที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า แล้ว

? Trade Mark เครื่องหมายการค้า (tm) :: นี่แหละของที่เราใช้ได้ ใช้กำกับ
เครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียน แต่ได้ประกาศแล้วว่าเป็นเครื่องหมายการค้า (ออกสื่อ)

สุดยอดของการบริหาร คือ การจัดการคน

January20

อาจจะไม่ผิดนักถ้าจะสรุปว่า สุดยอดของการบริหาร คือ
การจัดการคน สุดยอดของการจัดการคน คือการจัดการความรู้

การจัดการความรู้ เป็นมิติใหม่ในการบริหารคน แม้ว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมาองค์กรหลายแห่งได้เริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการจัดการความรู้ แต่ผู้บริหารและมืออาชีพด้านทรัพยากรบุคคลจำนวนมาก ยังนึกไม่ออกว่าการจัดการความรู้และการพัฒนานวัตกรรมจะเกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างไร แถมบางรายเห็นว่าทั้งสองเรื่องไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของตนเองด้วยซ้ำไป

?????????? การจัดการความรู้ที่ดี จะทำให้องค์กรมีความรู้ทักษะสมรรถนะและขีดความสามารถที่เหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงการบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะปัญหาขององค์กรส่วนใหญ่เกิดจากอัตราเร่งของการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นเร็ว ทำให้ความรู้ที่บุคลากรมีนั้นตามไม่ทันและไม่สอดคล้อง ดังนั้นการจัดการความรู้ซึ่งผู้ปฏิบัติงานสั่งสมไว้ในตัว(Tacit Knowledge) ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เกิดความต่อเนื่องในการบริหารงานเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานของการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งจะนำไปสู่ขีดความสามารถในการบริหารหรือตอบสนองความต้องการของลูกค้าหรือผู้มีส่วนได้เสียด้วย
????????? การจัดการความรู้จึงเป็นเรื่องของการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างแท้จริง เพราะความรู้ส่วนใหญ่อยู่ในตัวคน การจัดการความรู้ ก็คือการจัดการคน และคนคือปัจจัยสำคัญในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ดังนั้นถ้าหากจัดการความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพองค์กรนั้นก็จะพัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมได้ ดังนั้นการจัดการความรู้จึงเป็นมิติใหม่ของการบริหารทรัพยากรบุคคลนั่นเอง


????????? Charles Leadbeater นักวิชาการด้านการบริหารกลยุทธ์ได้เสนอหลักการสำหรับการจัดการความรู้เพื่อการพัฒนานวัตกรรมดังนี้
???????????????? ๑. ความหลากหลาย (Diversity) ทำให้เกิดการสร้างความคิด การผสมผสานรูปแบบการคิดที่แตกต่างกัน (Cross Fertilization/Different Mental Model) ทำให้ได้องค์ความรู้ที่หลากหลายและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
???????????????? ๒. การคัดเลือกแนวคิด (Selection) เพื่อคัดกรอง (Filtering Process) แนวคิดที่ดีที่สุด โดยต้องกล้าที่จะยุติโครงการที่เห็นว่าไม่เหมาะสมเพื่อไม่ให้สูญเสียทรัพยากรต่อไป
????????????????? ๓. ความต่อเนื่องของกระบวนการ (Perpetuation) โดยมีการจัดทำแผนผังความรู้ใดเป็น Stock หรือ Flow ซึ่งจะช่วยในการตัดสินใจว่าจะเก็บหรือจะแบ่งปันความรู้หรือความรู้ที่เกิดขึ้นแล้วจะต้องผสมผสานเข้ากับกระบวนงานปกติ (Embedding) และมีการสื่อสารให้ทั่วถึง (Communication) อันจะเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกันเองภายในองค์กร
????????????????? ๔. การร่วมกันคิดร่วมกันทำ (Co ? evaluation) โดยมีการกำหนดมาตรฐาน (Standard) การสร้างเครือข่าย (Networks) และหุ้นส่วน (Partners) ซึ่งการร่วมกันคิดร่วมกันทำจะทำให้องค์กรมีความได้เปรียบในตลาด
????????????????? ๕. การยอมละทิ้งแนวความคิดเดิมเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ (Unlearning) ด้วยการตั้งคำถามกับความรู้แบบเดิมเพื่อพิสูจน์ว่าความรู้นั้นยังมีความเกี่ยวข้องและจำเป็นอยู่หรือไม่
????????????????? ๖. การทำให้สิ่งที่ดำเนินอยู่เดิมๆ หยุดชะงัก (Disruption) โดยต้องยอมรับว่าองค์กรนั้นสภาพแวดล้อมนั้นอยู่ในภาวะไร้ระเบียบ ทำอย่างไรจึงจะสามารถจัดการจัดการภายใต้ภาวะไร้ระเบียบ ทำอย่างไรจึงจะสามารถจัดการภายใต้ภาวะไร้ระเบียบได้ (Organised chaos in organization)
?????????????????? ๗. ความเรียบง่าย (Simplicity) คือการมีกฎเกณฑ์ที่ไม่ซับซ้อน ลดความเป็นระบบราชการ และมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
?????????????????? ๘. การมีขีดความสามารถส่วนเกิน (Spare Capacity) คือความพยายามในการประหยัดด้วยวิธีการที่ Lean and Mean เพื่อสร้างส่วนเกิน (Create redundancy)
?????????????????? ๙. ระยะเวลาในการดำเนินการ (Timing) จะต้องไม่เร็วไม่ช้าเกินไป
?????????
????????? ?จากแนวคิดของ Charles Leadbeater จะเห็นว่าการจัดการความรู้ การบริหารทรัพยากรบุคคล และการพัฒนานวัตกรรม มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ดังนั้นองค์กรที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านทรัพยากรบุคคลในองค์กรอยู่ในระดับที่สูงอย่างเช่นระบบราชการ ยิ่งมีความจำเป็นต้องตอบคำถามให้ได้ว่าองค์กรได้นำความรู้ที่อยู่ในตัวคนออกมาใช้ มากน้อยเพียงใดเพราะค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรนั้นองค์กรจ่ายไปเป็น ?ค่าสมอง? (Brain Activities) ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มจากสมองหรือความรู้ของคน

อ้างอิง??? สุรพงษ์ มาลี? : มติชนรายสัปดาห์ ๒๔-๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๑

ตัวอย่าง แผนการตลาดและตัวอย่างการวิเคราะห์ SWOT

January19

ตัวอย่าง แผนการตลาดและตัวอย่างการวิเคราะห์ SWOT ให้ Download Free

ตัวอย่าง แผนการตลาดธุรกิจบริการ

ตัวอย่างแผนการตลาด E-Commerce

ตัวอย่างแผนการตลาด Internet Cafe (Eng)

ตัวอย่างแผนการตลาด WholesaleDistributoer

ตัวอย่างแผนการตลาด ธุรกิจคาร์แคร์ (Eng)

ตัวอย่างแผนการตลาด ธุรกิจนำเที่ยว (Eng)

ตัวอย่างแผนการตลาด ธุรกิจบริการ

ตัวอย่างแผนการตลาด ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ (Eng)

ตัวอย่างแผนการตลาด ธุรกิจร้านรองเท้าสตรี (Eng)

ตัวอย่างแผนการตลาด ร้านสะดวกซื้อ

ตัวอย่างแผนการตลาด สำนักบัญชี (Eng)

ตัวอย่างแผนการตลาด

แบบฟอร์มแผนการตลาด

แผนการตลาด i-home

แผนการตลาด NATURE’S CANDY

แผนการตลาด WHEELIE DEALS

แผนการตลาด การผลิต ธุรกิจน้ำดื่ม

แผนการตลาด น้ำฝรั่ง G-Fresh

แผนการตลาด น้ำพริกสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน

แผนการตลาดบริษัทโตโยต้า มอเตอร์

แผนการตลาดร้านไอศกรีมสมุนไพร

หัวใจสำคัญที่ต้องทราบMarketing Plan

ตัวอย่าง การวิเคราะห์ด้านการตลาด

?

ตัวอย่างการวิเคราะห์ SWOT

ตัวอย่าง การวิเคราะห์ SWOT Starbucks

ตัวอย่าง การวิเคราะห์ SWOT eBay

ตัวอย่าง การวิเคราะห์ SWOT Wal-Mart

การสร้างความประทับใจแก่ลูกค้า

January17

เคล็ดไม่ลับของการสร้างความประทับใจ ให้แก่บุคคลที่คุณติดต่อด้วย นั่นก็คือ การสังเกต (Observation) เป็นการค้นหาข้อมูล หรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นของลูกค้า

??????โดยอยู่บนหลักการที่ว่า ? ทำอย่างไรให้ลูกค้าพอใจและสนใจที่จะใช้บริการของเราต่อไป?
กระบวนการสังเกตที่มีประสิทธิภาพ มิใช่แค่สักแต่ว่าสังเกตเพื่อหาข้อมูลเท่านั้น

?????การสังเกตที่ดีจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการบูรณาการข้อมูลที่ได้รับ นั่นก็คือการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดพฤติกรรมตอบกลับว่า ควรจะแสดงออกต่อลูกค้าอย่างไรให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด การสังเกตก่อให้เกิดการกระทำในเชิงรุก (Proactive) โดยมิต้องรอให้ลูกค้าร้องขอรับการบริการก่อน ถือได้ว่าเป็นการแสดงออกที่เหนือความคาดหวัง ซึ่งพฤติกรรมนี้เองย่อมเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจแก่ลูกค้าให้ลูกค้าคิดถึงและอยากใช้บริการของเราต่อไป

????การสังเกตก็คือ การเอาใจใส่นั่นเอง ก่อนอื่นเลยตัวคุณจะต้องใส่ความรักที่จะพัฒนาและปรับปรุงการบริการของตนเองก่อน และเมื่อคุณเกิดความคิดความรู้สึกเช่นนี้ คำถามที่จะตามมาก็คือ ลูกค้าต้องการบริการอะไรจากเรา และเราควรจะทำอย่างไรให้ลูกค้าติดใจและอยากขอรับบริการจากเราอีก การสังเกตจึงเป็นกระบวนการเริ่มต้นให้เกิดการกระทำต่าง ๆ เพื่อสร้างความประทับใจแก่บุคคลรอบข้าง

แล้วเราควรเอาใส่ใจลูกค้าในเรื่องใดบ้าง ?? มีหลายเรื่องอยู่เหมือนกันที่อาจจะถูกมองข้ามไป หรือบางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญเท่าไรนัก ดิฉันขอสรุปเรื่องที่คุณควรสังเกตลูกค้าด้วยการตั้งคำถามในประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

สังเกตถึง ?. ? ข้อมูลพื้นฐานของลูกค้า?
เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นข้อมูลของลูกค้าสามารถสร้างความประทับใจที่มีต่อตัวคุณได้ ขอเน้นนะคะว่าข้อมูลทั่วไปมิใช่เป็นข้อมูลที่เป็นความลับ หากลูกค้าไม่ประสงค์อยากจะให้ข้อมูลแก่คุณ คุณเองไม่จำเป็นต้องไปล้วงลูกแบบว่าถามเซ้าซี้ ถามแล้วถามอีก เพราะถ้าเป็นแบบนี้แล้วรับรองได้ว่า ลูกค้าไม่ H-A-P-P-Y แน่นอน ดีไม่ดี คุณเองอาจจะต้องเสียลูกค้าไปในที่สุด สำหรับการหาข้อมูลพื้นฐานของลูกค้า ไม่ยากเลยค่ะ ง่ายนิดเดียว เพียงแต่สังเกตและถามตนเองว่า ? อะไร? เป็นเรื่องที่ลูกค้าชอบบ้าง เช่น ชอบทานอาหารไทยอะไร ชอบสีอะไร กีฬาสุดโปรดคืออะไร นักร้องสุดปลื้มเป็นใคร

สังเกตถึง ?. ? สิ่งที่ลูกค้ากระทำจนเป็นนิสัย?
กิจวัตรประจำวันที่ลูกค้าทำ แตกต่างจากข้อมูลพื้นฐานของลูกค้า นั่นก็คือ เป็นเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้น ซ้ำ ๆ กัน ที่เรียกว่า ? นิสัย? เป็นความต้องการที่เกิดขึ้นจากภายในที่แสดงออกมาภายนอกอยู่บ่อยครั้ง เช่น ก่อนเริ่มทำงานทุกครั้ง มักจะอ่านหนังสือพิมพ์ จิบกาแฟ หรือมักจะเดินไปหาเพื่อนอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อเดินกลับบ้านด้วยกัน หรือมักจะโทรศัพท์หาหวานใจทุก 6 โมงเย็น ?. เห็นไหมค่ะว่า กิจวัตรประจำวัน จึงเป็นการกระทำที่มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น หรือเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกมาภายนอกที่กระทำเป็นประจำในรูปแบบของการตอบสนองหรือตอบรับให้เห็นชัดที่มีแนวโน้มอาจจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็ได้ แตกต่างจากข้อมูลพื้นฐานของลูกค้าซึ่งถือว่าเป็นความชอบลึก ๆ ที่อยู่ภายในที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างยากถึงยากมาก

สังเกตถึง ?. ? สีหน้าที่ลูกค้าแสดงออก?
สีหน้าสามารถบ่งบอกได้ถึงความรู้สึกหรือความต้องการของผู้พูดได้เช่นกัน โดยเฉพาะกับบุคคลที่ไม่สามารถเก็บอารมณ์ได้ มักจะเป็นบุคคลที่แสดงออกมาทางสีหน้า เป็นบุคคลที่มีสีหน้าผันแปรโดยตรงกับอารมณ์ เช่น ? โกรธ? ก็ทำหน้าบึ้งตึง ไม่พูดไม่จากับใคร หรือ ? ชอบ? ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส หน้าตาสดชื่น ฉายแววตาแห่งความสุข หรือ ? เบื่อ? ก็ทำหน้าหมดอาลัยตายอยาก แววตาสลดหดหู่ พบว่าการให้บริการที่ดีและให้ลูกค้าประทับใจนั้น ความสามารถในการสังเกตสีหน้าที่แสดงออกมาย่อมทำให้คุณปรับกลยุทธ์หรือวิธีการในการแสดงพฤติกรรมตอบกลับแก่ลูกค้าให้เหมาะสม เช่น หากคุณกำลังชี้แจงข้อมูลให้ลูกค้า และลูกค้าทำหน้าเบื่อ ๆ สายตาสลดหดหู่ ตัวคุณควรปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอข้อมูล มิใช่ว่ายังมัวแต่ดันทุรังนำเสนอข้อมูลตามวิธีการเดิม ๆ ของตนอยู่

สังเกตถึง ?. ? คำพูดที่ลูกค้าตอบกลับหรือสื่อออกมา?
คำพูดที่ได้ยินได้ฟังมา จะแสดงให้เห็นชัดว่าลูกค้ามีความรู้สึก ความต้องการอะไรจากเรา เขามีความชอบหรือไม่ชอบบ้างหรือไม่ ตัวคุณเองสามารถคาดเดาว่า ณ ขณะนี้ลูกค้ากำลังอยู่ในสภาวะอารมณ์อย่างไร เช่น ? เฮ้ย!! เบื่อสุด ๆ เลย? หรือ ? ทำไมคุณถึงทำงานแย่มากขนาดนี้? หรือ ? จะเอาอะไรหนักหนา งานที่ส่งมอบให้นายไป ทำไมเดี๋ยวแก้ แก้แล้วแก้อีก เบื่อจะแย่อยู่แล้ว? นักสังเกตชั้นยอด หากสามารถจับสีหน้าและคำพูดของลูกค้าได้ว่า ตอนนี้ลูกค้ากำลังรู้สึกอะไร เป็นอย่างไร รับรองได้ว่า พวกเขาจะเป็นคนมีเสน่ห์ที่สามารถเข้ากับใครต่อใครได้ แต่นั่นหมายความว่านักสังเกตเหล่านั้น จะต้องเป็นนักบริหารคนจากสีหน้าและคำพูดของลูกค้าที่รับรู้ได้เช่นกัน

สังเกตถึง ?. ? ข้อมูลทางอ้อมที่เกิดขึ้น?
คุณไม่ควรละเลยข้อมูลทางอ้อมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารที่บังเอิญได้ยินได้ฟังมา หรือการขาดการติดต่อของลูกค้า อยู่ ๆ ลูกค้าเกิดหายไปไม่มีการตอบกลับด้วยวิธีการใด ๆ เลย และหากตัวคุณเองเจอสถานการณ์เช่นที่ว่านี้ ขอให้ตระหนักไว้เลยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ไม่ธรรมดา ซึ่งบ่งบอกได้ว่าคุณอาจจะสูญเสีย ลูกค้าไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม จงอย่าปล่อยปะละเลย และไม่ควรนิ่งดูดาย สิ่งแรกที่ต้องตั้งข้อสังเกต ก็คือ เพราะเหตุใดลูกค้าจึงไม่ติดต่อกลับมา การหาเหตุผลดังกล่าวนี้ไม่ยากเลย มีวิธีการหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามจากลูกค้าตรง ๆ ถึงความรู้สึกที่มีต่อการให้บริการ หรือการสอบถามจากบุคคลที่เกี่ยวข้องก็ย่อมได้

4 กลยุทธ์ในการเข้าถึงลูกค้า

January17

??? กลยุทธ์ในการเข้าถึงลูกค้านี้เชื่อว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยตัวเอง และอยู่รอดได้ ในช่วงต่อจากนี้ไป ประกอบไปด้วย 4I ซึ่งตัว I แต่ละตัว นั้นมีบทบาทและหน้าที่สำคัญในการทำให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงลูกค้าได้ดังนี้

???? 1. I-inform ผู้ประกอบการสามารถนำเอากลยุทธ์นี้ไปใช้สร้างการรับรู้ให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำการตลาดในปัจจุบัน เนื่องจาก ผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลาย ทั้งในเรื่องการรับรู้ข่าวสารและการบริโภคสินค้าและบริการ หากในตลาดนั้นเต็มไปด้วยสื่อและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผมเชื่อว่าผู้บริโภคจะไม่มีทางรับรู้ได้เลยว่าอะไรดีที่สุด และควรจะตัดสินใจซื้อหรือบริโภคแบรนด์ไหนดีกว่ากัน

???? การใช้กลยุทธ์นี้ให้ได้ผลผู้ประกอบการจะต้องเข้าไปให้ถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ชัดเจนและตรงกลุ่ม ไม่ว่าจะสร้างการรับรู้ด้วยวิธีใดก็ตาม ขอแนะนำว่าไม่ควรทำในลักษณะเหวี่ยงแหอย่างไร้ทิศทางอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องรู้ว่า

???? ลูกค้าของตนเองเป็นใคร อยู่ที่ไหน และจะมีวิธีที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเหล่านั้นได้อย่างไร?

???? ตัวอย่างเช่น การผลิตสินค้าให้กับกลุ่มลูกค้าที่เป็นเด็ก ก็จะต้องใช้กลยุทธ์ในการเข้าถึงเด็กๆ ต้องรู้ว่ากิจกรรมอะไรที่ทำให้เด็กสนใจ การนำเสนอในรูปแบบไหนสามารถกระตุ้นความต้องการบริโภคให้กับลูกค้ากลุ่มเด็ก เมื่อใดก็ตามที่สามารถบอกกล่าวกับลูกค้าว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นๆ มีดีอะไรบ้าง การรับรู้ที่เกิดขึ้นกับลูกค้าจะสามารถกระตุ้นให้เกิดความต้องการการซื้อและใช้บริการได้เป็นอย่างดี?

???? 2. I-invite เป็นกลยุทธ์ในการเชิญชวนลูกค้าให้เข้ามาอุดหนุนและใช้บริการ ซึ่งถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการอยู่รอด เมื่อผลิตสินค้าและบริการออกมาแข่งขันในตลาดแล้ว ก็ต้องหากิจกรรมเพื่อเชิญชวนและสร้างแรงจูงใจให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การนั่งรอลูกค้าเพียงอย่างเดียวไม่เหมาะสำหรับการค้าขายในยุคนี้ การวางแผนเพื่อเชิญชวนลูกค้าเข้ามาทำความรู้จักกับสินค้าและบริการนั้นจะต้องลงมือทำอย่างเร่งด่วน

???? เมื่อไม่นานมานี้ดิฉันมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมการตลาดของผลิตภัณฑ์ภายใต้ แบรนด์ “เถ้าแก่น้อย” โดยการนำผลิตภัณฑ์ออกมาเชิญชวนให้ลูกค้าได้ชิมสาหร่าย ซึ่งกิจกรรมนี้ก็เน้นไปที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพื่อเป็นการหยั่งลึกถึงความรู้สึกของลูกค้าว่าชอบหรือไม่ชอบ ชอบเพราะอะไร และไม่ชอบเพราะอะไร ฯลฯ ข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากลูกค้าจะสามารถนำไปใช้ในการทำงานได้เป็นอย่างดี?

???? ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ กิจกรรม ดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าของผลิตภัณฑ์ คือตัวผู้ประกอบการได้มีโอกาสมาพบปะลูกค้าของตนเอง ดิฉันคิดว่าต่อจากนี้ไปผู้ประกอบการจะต้องลงมาคลุกคลีกับลูกค้าผ่านกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการซื้อโดยไม่ต้องจ้างพรีเซ็นเตอร์แต่อย่างใด การที่ผู้ประกอบการเข้าไปใกล้ชิดลูกค้าเป็นการแสดงความมั่นใจให้กับการบริโภคได้ทางหนึ่ง

???? สินค้าและบริการอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน การออกมาเชิญชวนให้ลูกค้ามีโอกาสชิมและทดลองใช้บริการจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างแรงจูงใจและช่วยให้เกิดการตัดสินใจซื้อเนื่องจากข้อดีต่างๆ เช่น การที่ผู้บริโภคมีโอกาสเข้ามาใช้บริการจะทำให้ทราบว่าได้รับความสะดวกสบายมากน้อยแค่ไหน หรือหากมีโอกาสชิมผลิตภัณฑ์จะสามารถประเมินได้ว่าจะกลับมาซื้ออีกหรือไม่ ฯลฯ

?

???? 3. I-invent เป็นกลยุทธ์ในการสร้างความแปลกใหม่ให้กับสินค้าและบริการ จากข้อมูลเกี่ยวกับการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ต้องการความซ้ำซากจำเจ แต่มักตื่นเต้นและพึงพอใจกับสินค้าใหม่รวมทั้งบริการใหม่ๆ ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความสด ความใหม่ให้กับธุรกิจอย่างต่อเนื่อง อย่าทำแต่สิ่งเดิมๆ จนทำให้ลูกค้าเบื่อ เมื่อใดก็ตามที่ลูกค้าคุณมีความรู้สึกดังกล่าว ดิฉันเชื่อว่าจะเป็นโอกาสที่ดีของคู่แข่งที่ขยันสร้างความใหม่ให้กับสินค้าและบริการ

?

???? อย่างไรก็ตาม การสร้างความแปลกใหม่ให้กับสินค้าและบริการนั้น เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถสร้างอารมณ์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อจากผู้บริโภคได้ทางหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เองแบรนด์ชั้นนำของโลกจึงต้องผลิตสินค้า รุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาด เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับลูกค้า ธุรกิจขนาดย่อมก็เช่นเดียวกัน อย่าปล่อยให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ค้างสต๊อกจนน่าเป็นห่วง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจะต้องหาอะไรใหม่ๆ ให้ลูกค้าชื่นชมกันบ้าง

???? 4. I-improve เป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาและปรับปรุงให้ผลิตภัณฑ์และบริการให้ตรงกับความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้า โดยผู้ประกอบการจะต้องตระหนักถึงเรื่องการพัฒนาเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีและพึงพอใจมากกว่าเดิม ดิฉันเชื่อว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่มักต้องการสิ่งที่ดีกว่าเสมอ โดยเฉพาะ product ทั้งสินค้าหรือบริการที่เสนอให้กับลูกค้าจะต้องมีการพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค

???? สิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องให้ความสำคัญก่อนการพัฒนาและปรับปรุงก็คือ การค้นหาข้อมูลจากผู้บริโภคว่าพวกเขาต้องการอะไรเพื่อพัฒนาได้ตรงกับความต้องการ เช่น ลูกค้าต้องการความสะอาด สด รสชาติดี ฯลฯ ก็จะต้องพัฒนาและปรับปรุงให้ผลิตออกมาตรงกับความต้องการดังกล่าว กลยุทธ์นี้นอกจากจะเป็นผลดีด้านการพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์และบริการมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาแล้ว ข้อมูลที่ได้จากลูกค้าแล้วนำมาปรับปรุงจะทำให้สินค้าที่มีความแตกต่าง ซึ่งลูกค้าสามารถสัมผัสความแตกต่างนั้นได้ด้วยตัวเอง

???? หากต้องการหาข้อมูลเพื่อนำมาพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ดิฉันมีข้อแนะนำว่าการใช้แบบสอบถามนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าเบื่อหน่าย การค้นหาความต้องการเพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาสินค้าและบริการในยุคนี้จะต้องทำด้วยความกระชับ รวดเร็ว ชัดเจน และตรงกลุ่ม หากอยากทราบว่าต้องทำพัฒนาอย่างไรถึงจะทำให้เกิดความประทับใจ การสอบถามลูกค้าเพียง 2-3 คำถามในขณะที่กำลังให้บริการ ก็จะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ และดิฉันก็เชื่อว่าลูกค้าส่วนใหญ่มักให้ข้อมูลที่เป็นจริง เช่น อะไรที่พวกเขาไม่ชอบ เพราะอะไรถึงเบื่อ และต้องการซื้อแบบไหน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มักหลุดออกจากใจเสมอ หากกล้าถามมีหรือลูกค้าจะไม่กล้าตอบ

???? สุดท้ายขอฝากไว้ว่า การนำกลยุทธ์ทั้ง 4 ไปใช้ในธุรกิจนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็นอะไรเลย หากทำแล้วประสบความสำเร็จก็จะเกิด I ขึ้นอีกตัวหนึ่งก็คือ I-impact อยากให้ ผู้ประกอบการคิดว่าความยิ่งใหญ่นั้นสามารถสร้างด้วยมือของ I

?

?

ที่มา http://www.ksmecare.com/News_Popup.aspx?ID=3698

?

เพิ่มประสิทธิภาพ Mysql ให้รองรับงานหนัก

January11

วันนี้ผมได้ไปดูงานของพี่คนหนึ่งซึ่งเขาทำบริษัทให้บริการ Server แห่งหนึ่ง เขามักบ่นให้ผมฟังอยู่ประจำเกี่ยวกับปัญหา Mysql เวลาเจองานหนักๆ ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่น่าเบื่อมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความน่าเบื่อก็กำลังจะหายไปครับ เพราะเผอิญผมไปเจอบทความของฝรั่งคนหนึ่ง เกี่ยวกับการ Optimize Mysql โดยการ Config ตัว Server ครับ เอาล่ะผมชอแชร์สิ่งดีๆ ส่วนนี้ให้เลยแล้วกัน

vi /etc/my.cnf [ENTER]

[mysqld]
skip-locking
skip-innodb
query_cache_limit=1M
query_cache_size=32M
query_cache_type=1
max_connections=500
interactive_timeout=100
wait_timeout=100
connect_timeout=10
thread_cache_size=128
key_buffer=16M
join_buffer=1M
max_allowed_packet=16M
table_cache=1024
record_buffer=1M
sort_buffer_size=2M
read_buffer_size=2M
max_connect_errors=10
# Try number of CPU?s*2 for thread_concurrency
thread_concurrency=2
myisam_sort_buffer_size=64M
log-bin
server-id=1

[safe_mysqld]
err-log=/var/log/mysqld.log
open_files_limit=8192

[mysqldump]
quick
max_allowed_packet=16M

[mysql]
no-auto-rehash
#safe-updates

[isamchk]
key_buffer=64M
sort_buffer=64M
read_buffer=16M
write_buffer=16M

[myisamchk]
key_buffer=64M
sort_buffer=64M
read_buffer=16M
write_buffer=16M

[mysqlhotcopy]
interactive-timeout

#wq!
Save Exit

Restart mysql

/usr/local/etc/rc.d/mysqld restart

« Older Entries